นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 หรือ SME National Awards ครั้งที่ 18 และรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ณ โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงาน ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเชิดชูผู้ประกอบการ SME ต้นแบบจำนวน 117 กิจการจากทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล โดยโครงการดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้แนวคิด “Sustainability, Digital, Global: Empowering SMEs for the Future” มุ่งพัฒนา SME ไทยใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก


นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า SME เป็นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกพื้นที่ของประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีดิจิทัล รูปแบบการค้าใหม่ และความท้าทายด้านความยั่งยืน การปรับตัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนานวัตกรรม เข้าถึงตลาดและแหล่งทุน ตลอดจนเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าทั้งในประเทศและระดับสากล


“รัฐบาลต้องการเห็นผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยและผู้ประกอบการในภูมิภาค สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางการตลาดได้อย่างทั่วถึง”

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนความสำเร็จจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กร ความสามารถในการปรับตัว และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรางวัลที่ได้รับจึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ แต่ยังมาพร้อมบทบาทสำคัญในการเป็นต้นแบบของผู้ประกอบการไทยและเป็นพลังในการขยายมาตรฐานที่ดีไปสู่ SME ทั้งประเทศ ซึ่งเชื่อมั่นว่าเมื่อ SME ไทยเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากก็จะเข้มแข็ง และประเทศไทยจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน



ด้าน ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว.กล่าวว่า การจัดงานในปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาและสร้างต้นแบบผู้ประกอบการ SME ที่มีมาตรฐาน กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ การประกวดในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการกว่า 600 รายทั่วประเทศ โดย สสว. และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ดำเนินกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้น และประยุกต์ใช้แนวทางของเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ หรือ Thailand Quality Award: TQA ควบคู่กับเกณฑ์ของ สสว. เพื่อประเมินศักยภาพของกิจการอย่างรอบด้านทั้งด้านการนำองค์กร กลยุทธ์ การบริหารบุคลากร กระบวนการทำงาน มาตรฐาน และผลลัพธ์ทางธุรกิจ

สำหรับจุดเด่นของโครงการคือการเป็นมากกว่าเวทีประกวดและมอบรางวัล โดยผู้ประกอบการจะผ่านกระบวนการตรวจสุขภาพทางธุรกิจ หรือ Business Checkup การอบรมมาตรฐานการบริหารจัดการ การให้คำปรึกษาเชิงลึก การตรวจสถานประกอบการ การศึกษาดูงานจากธุรกิจต้นแบบ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายและการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ กระบวนการดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์จุดแข็ง มองเห็นข้อจำกัด และกำหนดแนวทางยกระดับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดการพัฒนา Diagnose – Unlock – Upgrade วินิจฉัยธุรกิจ ปลดล็อกข้อจำกัด และยกระดับศักยภาพ


สำหรับรางวัล SME National Awards ครั้งที่ 18 มีผู้ประกอบการได้รับรางวัลจำนวน 40 กิจการ โดยผู้ได้รับรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติยอดเยี่ยม หรือ The Best of The Best SME Thailand Award ได้แก่ บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ขณะที่รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ระดับภาคธุรกิจ จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ บริษัท ป.การเกษตร ฟาร์ม จำกัด บริษัท วนัชเฟิร์ส จำกัด และบริษัท อุดรกระจกรถยนต์ จำกัด พร้อมกันนี้ สสว. ยังมีรางวัลเชิดชูเกียรติสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถรักษามาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ 3 ปีซ้อน จำนวน 5 กิจการ ประกอบด้วย บริษัท 360 แคร์ จำกัด บริษัท เซ็มกรีต จำกัด บริษัท ปัญญา เนเชอรัล แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท วนัชเฟิร์ส จำกัด และบริษัท อินโนดีว่า จำกัด ส่วนรางวัล Hall of Fame สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน จำนวน 2 กิจการ ได้แก่ บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และบริษัท อินสไปร์ อินโนวาเท็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด


ภายในงานยังมีการมอบรางวัลพิเศษ 6 สาขา ภายใต้กรอบแนวคิด Sustainability – Digital – Global ได้แก่ SME Sustainability & ESG Excellence, SME Digital Transformation, SME Global Frontier, SME Soft Power & Beyond, SME Community Changemaker และ SME New Gen นอกจากนี้ สสว. ได้ขยายโอกาสไปยังผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม หรือ Micro Enterprises ที่มีศักยภาพในทุกพื้นที่ของประเทศ ภายใต้ชื่อรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 โดยมีผู้ประกอบการได้รับรางวัลจำนวน 77 กิจการ ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัด พร้อมรางวัลพิเศษอีก 12 รางวัล อาทิ รางวัล The 7 Pillars of Excellence หรือรางวัลความเป็นเลิศ 7 ด้าน รางวัล The Sectoral Grand Champion หรือรางวัลสุดยอดธุรกิจใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งภาคการผลิต, ภาคการบริการ, ภาคการค้าและค้าปลีก และภาคธุรกิจการเกษตร

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอบรมมาตรฐานการบริหารจัดการ การให้คำปรึกษาเชิงลึก การแลกเปลี่ยน Good Practices จากผู้ได้รับรางวัลในรุ่นก่อน การตรวจสุขภาพธุรกิจ การศึกษาดูงานในสถานประกอบการที่ประสบความสำเร็จ การจัดทำ E-catalog และการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการและพันธมิตรทางธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีโอกาสเข้ารับการคัดเลือกจำนวน 10 กิจการ เพื่อร่วมกิจกรรมเดินทางไปเปิดประสบการณ์ ต่อยอดมุมมองธุรกิจในต่างประเทศ อันเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ เปิดมุมมองทางธุรกิจ และสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงสู่ตลาดระดับสากล

“โครงการ SME National Awards และ SME Provincial Champion Awards จะเป็นกลไกสำคัญในการค้นหา พัฒนา และสร้างผู้ประกอบการต้นแบบ พร้อมขยายแนวปฏิบัติที่ดีไปสู่ SME ทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”ดร.ปณิตา ชินวัตร กล่าวปิดท้าย

