กรมการพัฒนาชุมชนได้ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมาตั้งแต่ปี 2517 ริเริ่มโดยคือศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี อดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน โดยเริ่มดำเนินการครั้งแรกจำนวน 2 แห่ง คือ ตำบลขัวมุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2517 ต่อมาได้กำหนดให้วันที่ 6 มีนาคมของทุกปีเป็นวันคล้ายวันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนร่วมกันออมเงิน อันเป็นการสร้าง แหล่งเงินทุนของชุมชน เพื่อให้สมาชิกสามารถกู้ยืมเงินออมไปใช้ในการลงทุนประกอบอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ภายใต้การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล และยึดมั่นในหลักคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ ความเห็นอกเห็นใจ และความไว้วางใจ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมุ่งพัฒนาคนในชุมชน โดยใช้ “สัจจะออมทรัพย์” เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างวินัยทางการออม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและชุมชน ส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเรียนรู้การทำงานร่วมกันในรูปแบบกระบวนการกลุ่ม อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตทั่วประเทศ จำนวน 32,360 กลุ่ม มีสมาชิกกว่า 3.053 ล้านคน มีเงินสัจจะสะสมรวม 32,127 ล้านบาท สมาชิกได้รับประโยชน์จากการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปประกอบอาชีพโดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกกว่า 9 แสนคน เป็นวงเงินรวม 22,976 ล้านบาท




นอกจากนี้ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตยังได้พัฒนาต่อยอดเป็นกิจกรรมเครือข่ายด้านเศรษฐกิจชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ จำนวน 832 แห่ง อาทิ ศูนย์สาธิตการตลาด ปั๊มน้ำมันชุมชน โรงสีชุมชน โรงน้ำดื่มชุมชน ลานตากผลผลิต ธนาคารข้าว เป็นต้น รวมถึงการนำผลกำไรไปพัฒนาและจัดสวัสดิการชุมชน เพื่อหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง



ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการพัฒนาชุมชนได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการทางการเงิน การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้แก่สมาชิก ตลอดจนการยกระดับบทบาทของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตให้เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนในระดับฐานราก เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาวะทางการเงินที่ดี มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม สามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงมหาดไทยในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”





